ติดฟิล์มลามิน่า บูสต์ชีวิตให้เป็น 1 กับโลกดิจิทัล - Boost Up your Life

ก่อนเลือกซื้อ “ฟิล์มกรองแสง” ต้องอ่านบทความนี้ก่อน

SHARE
เรื่องต้องรู้ก่อนซื้อฟิล์มกรองแสง
 
ฟิล์มที่เราเห็นอยู่กันทุกวันนี้ มีหลากหลายชนิดมากมายไปหมด ราคาเองก็ต่างกัน วันนี้ Lamina Films จะพามาทำความรู้จักกับข้อมูลของ “ฟิล์มกรองแสง” ให้มากขึ้นกัน ไม่ว่าจะเป็น ฟิล์มกรองแสงคืออะไร? ทำมาจากอะไร? ประโยชน์และประเภทต่าง ๆ ของฟิล์มกรองแสง รวมทั้งข้อมูลที่น่ารู้ก่อนการเลือกซื้อฟิล์มกรองแสงด้วย เริ่มมาทำความรู้จักกันได้เลย!
 
อยากเลือกอ่าน? กดตามหัวข้อที่สนใจได้เลย
 
 

ฟิล์มกรองแสง คืออะไร?

ฟิล์มกรองแสง คืออะไร?

ฟิล์มกรองแสง (ชื่อภาษาอังกฤษ = Window Film, Window Tint) คือ แผ่นใสที่ผลิตมาจากพลาสติกโพลีเอสเตอร์ (Polyester) ซึ่งมีคุณสมบัติใส เหนียว ทนทาน ยืดหยุ่น แต่คงรูปได้อย่างดี และทนต่อความร้อนได้สูงมาก แผ่นฟิล์มจะยึดติดกับกระจกด้วยกาวที่มีความใส ทำให้ยังสามารถมองเห็นผ่านกระจกได้โดยไม่บิดเบือนมุมมองใด ๆ โดยนิยมใช้ทั้งเป็น ฟิล์มรถยนต์ ฟิล์มอาคารสำนักงาน ฟิล์มติดกระจกบ้าน เป็นต้น
 
การดึงยืดฟิล์มกรองแสง
ภาพแสดงตัวอย่างการดึงยืดเนื้อฟิล์ม ที่มีลักษณะใส เหนียว และยืดหยุ่น
 
 

ประโยชน์ของฟิล์มกรองแสง

ประโยชน์ของฟิล์มกรองแสง

ฟิล์มกรองแสงมีประโยชน์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นประโยชน์โดยตรงที่เป็นคุณสมบัติของฟิล์มกรองแสง อย่างเช่น
  1. ช่วยกรองแสงจ้า ลดปริมาณแสงที่ส่องเข้ามา
  2. ป้องกันความร้อน และลดความร้อน
  3. ป้องกันรังสี UV และยังได้ประโยชน์เพิ่มเติม จากคุณสมบัติของฟิล์ม ไม่ว่าจะเป็น
  4. ถนอมสายตา จากการที่ฟิล์มกรองแสงช่วยลดแสงและรังสีต่าง ๆ ที่จะส่องผ่านเข้ามา
  5. ถนอมและปกป้องผิวพรรณ จากการที่ฟิล์มกรองแสงช่วยลดรังสี UVA และ UVB ที่เป็นอันตรายต่อผิว ทั้งบวมแดง แสบร้อน ฝ้ากระ จนถึงก่อให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้
  6. ช่วยให้ทัศนวิสัยในการขับขี่ดีขึ้น ทำให้ช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุได้
  7. ช่วยลดอันตรายในขณะที่กระจกแตกจากอุบัติเหตุ เนื่องจากคุณสมบัติความเหนียวของชั้นโพลีเอสเตอร์บนเนื้อฟิล์มที่ช่วยยึดเกาะกระจก ทำให้เศษกระจกไม่กระเด็นใส่ผู้โดยสารหรือผู้ที่อยู่ใกล้เคียงโดยตรง ทำให้ปลอดภัยแก่ชีวิตมากขึ้น
  8. เพิ่มความเป็นส่วนตัว อย่างการใช้ฟิล์มที่มีความเข้ม ก็จะช่วยให้ผู้คนภายนอกไม่สามารถมองเห็นผู้คนด้านในได้อย่างชัดเจน
  9. ถนอมคุณภาพของวัสดุอุปกรณ์ เครื่องใช้ และสิ่งของที่อยู่ในบ้านหรือในรถ อย่างเช่น คอนโซลรถ เบาะรถ กล้องหน้ารถ หรือของในบ้าน อาทิ โมเดล ของสะสม กระเป๋า เฟอร์นิเจอร์ หรือสิ่งของมีค่าต่าง ๆ ที่อาจเกิดการซีด กรอบ แตกเสียหาย หรืออาจแปรสภาพเปลี่ยนไปได้เนื่องจากโดนความร้อน
  10. ช่วยปกป้องทรัพย์สินจากการโจรกรรม (ในกรณีที่ฟิล์มมีความเข้มสูง หรือเป็นฟิล์มประเภทนิรภัย) ช่วยให้ลดการมองเห็นทรัพย์สินมีค่าที่อยู่ภายในรถ รวมถึงป้องกันการทุบทำลายได้เป็นอย่างดี
  11. ประหยัดค่าไฟ (สำหรับฟิล์มติดกระจกบ้าน) เนื่องจากมีฟิล์มกรองแสงช่วยลดความร้อนและลดอุณหภูมิ ทำให้เครื่องปรับอากาศไม่ต้องทำงานหนัก จึงช่วยลดการใช้ไฟไปได้ด้วย
 
เกร็ดน่ารู้:
“ความร้อนจากแสงอาทิตย์” เกิดมาจาก 3 แหล่งด้วยกัน ได้แก่
  1. รังสี Ultra Violet (UV)
    ถึงแม้ว่า รังสีอัลตราไวโอเลตจะมีอยู่แค่เพียง 3% แต่เป็นรังสีน่ากลัวมาก! เพราะรังสีชนิดนี้มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ไม่ร้อน แต่สามารถทำให้ผิวไหม้ได้โดยไม่ทันรู้ตัว
  2. แสงสว่าง (Visible Light : VL)
    หรือแสงที่เราเห็นกันด้วยตา แสงสว่างนั้นมีอยู่ประมาณ 44% ซึ่งเป็นแสงสว่างที่มองเห็นด้วยตา ร่างกายสามารถสัมผัสความร้อนได้
  3. อินฟราเรด (Infrared : IR)
    ประกอบอยู่ในความร้อนจากแสงอาทิตย์มากถึง 53% โดยประมาณ ซึ่งคลื่นอินฟราเรดนั้นเป็นคลื่นที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้ แต่ร่างกายสามารถสัมผัสความร้อนได้

ดังนั้น ฟิล์มกรองแสงที่ดีมีประสิทธิภาพสูง ควรมีคุณสมบัติที่ป้องกันได้ในทุกปัจจัย ทั้งกันรังสี UV ลดแสงสว่างที่ส่องผ่าน และกันอินฟราเรด ซึ่งทั้ง 3 ค่านี้รวมเรียกว่า ค่าการป้องกันความร้อนจากแสงแดดรวม (Total Solar Energy Rejection: TSER)
แหล่งความร้อนจากแสงอาทิตย์
 
 

การผลิตฟิล์มกรองแสงมีกี่ประเภท?

การผลิตฟิล์มกรองแสงมีกี่ประเภท?

อย่างที่ได้เกริ่นไปแล้วว่า “ฟิล์มกรองแสงมีหลากหลายแบบ หลากหลายราคา ตั้งแต่หลักพันจนไปถึงหลายหมื่น” ซึ่งราคาที่ต่างกัน เพราะมาจากคุณภาพและเทคโนโลยีและมาตรฐานการผลิตที่แตกต่างกันด้วย แต่ว่า! เราจะรู้ได้อย่างไรว่าฟิล์มที่เราเลือกซื้อ เป็นฟิล์มดีหรือไม่? … ก่อนอื่น ต้องทำความรู้จักกับ “ประเภทของฟิล์มกรองแสงกันก่อน” โดยในที่นี้ เราจะแยกประเภทตามเทคโนโลยีและหลักการผลิตของฟิล์ม … เริ่มกันเลย!
 
ตารางเปรียบเทียบประเภทฟิล์มกรองแสง
 

1. ฟิล์มย้อมสีโดยการฉาบสี (Color Coating Film)

เป็นฟิล์มที่ใช้กาวผสมเข้ากับสีและฉาบที่หน้าฟิล์มเท่านั้น แต่ไม่ได้มีการฉาบวัสดุที่ช่วยกันร้อนเข้าไป ทำให้ฟิล์มประเภทนี้ ไม่กันความร้อน มืดทั้งการมองจากข้างนอกและมืดทั้งมองจากข้างใน รวมทั้งความทนทานยังต่ำอีกด้วย (อายุการใช้งานแค่ประมาณ 1 ปี)

2. ฟิล์มย้อมสีโดยการฝังสีด้วยไอร้อน (Deep Dyeing Film)

ฟิล์มกรองแสงชนิดนี้ คล้ายกับฟิล์มแบบ Color Coating แต่ฟิล์มชนิดนี้จะใช้วิธีการฝังสีแบบใช้ไอร้อน (Deep Dyeing) เพื่อฝังสีเข้าไปในชั้นฟิล์มหรือแผ่นโพลีเอสเทอร์ ทำให้มีความทนทานมากขึ้นกว่าฟิล์มที่ฉาบสี แต่ … ฟิล์มประเภทนี้ก็ยังไม่ได้มีการฉาบหรือฝังวัสดุกันร้อนเข้าไป จึงทำให้สามารถทำได้แค่การลดความสว่างเท่านั้น โดยจะมืดทั้งเมื่อมองจากภายนอกเข้ามา และมืดจากการมองภายในออกไป ซึ่งอาจไม่ดีต่อทัศนวิสัยในการมองสักเท่าไหร่

3. ฟิล์มเคลือบสารด้วยไอร้อน (Thermal Evaporation Film)

เป็นฟิล์มที่มีการผนึกสารกันร้อนเข้าไปในเนื้อฟิล์ม โดยอาจเป็นการใช้โลหะ หรือวัสดุอโลหะก็ได้ มาทำให้การระเหิดภายใต้ห้องที่มีอุณหภูมิร้อน เมื่อโลหะเปลี่ยนสถานะจากของแข็งกลายเป็นไออนุภาคที่ละเอียดขึ้น ไอโลหะนี้จะลอยไปติดที่เนื้อฟิล์ม นิยมใช้วิธีนี้กันมากสำหรับการเคลือบฟิล์มด้วยโลหะ

4. ฟิล์มเคลือบอนุภาคนาโน (Magnetron Sputtering Coating)

 
กระบวนการ Sputtering ฟิล์มกรองแสง

ภาพแสดงกระบวนการ Sputtering
ที่มา : adnano-tek.com
 
เป็นการใช้วิธี Sputtering หรือก็คือการยิงประจุอิเล็กตรอนภายใต้สนามแม่เหล็กไฟฟ้าเข้าไปกระแทกอนุภาคสารกันความร้อนในระดับอะตอม จนทำให้สารนั้นแตกตัวเป็นอนุภาคเล็ก ๆ ในระดับนาโน ลอยไปตามแรงผลักของกระแสไฟฟ้าแรงดันสูง จนไปเคลือบฝังติดอยู่บนแผ่นฟิล์มได้อย่างเรียบ สม่ำเสมอ และมีความบริสุทธิ์สูงสุด ซึ่งถือว่าเป็นเทคโนโลยีการผลิตฟิล์มกรองแสงที่ทันสมัยที่สุดในปัจจุบัน โดยฟิล์มกรองแสงลามิน่าทุกรุ่นใช้เทคโนโลยี Magnetron Sputtering Coating* ในการผลิตทั้งหมดครับ
  
วิดีโอแสดงกระบวนการผลิตฟิล์มกรองแสง 
จากโรงงาน Eastman Performance Films, LLC USA
 
การเคลือบสี ≠ การฝังสี
การเคลือบสี (Color Coating) เป็นการผสมสีเข้ากับเนื้อกาวแล้วฉาบลงบนแผ่นฟิล์มเพียงเท่านั้น ส่วนการฝังสี (Deep Dyeing) เป็นการฝังอณูเม็ดสีเข้าไปในเนื้อฟิล์มด้วยไอร้อน ทำให้ได้สีที่เรียบเนียนและติดทนนานกว่า อีกทั้งยังช่วยเสริมคุณสมบัติการกันร้อนกันยูวีได้อีกด้วย หากอยากรู้ว่าทุกวันนี้สีฟิล์มสีไหนที่กำลังอินเทรนด์ อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความสีฟิล์มรถยนต์ครับ
 
 

โครงสร้างของฟิล์มกรองแสง

โครงสร้างของฟิล์มกรองแสง

ฟิล์มกรองแสงไม่ได้เป็นเพียงการนำเนื้อฟิล์มมาวางติดกับกระจกเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้ว ฟิล์มกรองแสงจะประกอบไปด้วยโครงสร้างหลายชั้น อย่างเช่น จากภาพตัวอย่างข้างล่าง ซึ่งเป็นฟิล์มกรองแสงชนิดที่มีการฝังเคลือบวัสดุกันความร้อน โดยจะประกอบด้วย
  • Scratch Resistant Layer: ชั้นที่ป้องกันรอย อย่างเช่น รอยขีดข่วนต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นบนกระจกหรือเนื้อฟิล์ม
  • Metalized / Ceramic Layer: ชั้นที่ฝังเคลือบวัสดุกันความร้อน อาจเป็นชั้นฝังโลหะหรืออโลหะก็ได้
  • Adhesive: ชั้นกาวประสาน
  • Dyed Layer: ชั้นสี ช่วยเพิ่มความสวยงามของเนื้อฟิล์ม
  • Mounting Adhesive: ชั้นกาวสำหรับเป็นกาวในฝั่งที่ติดสัมผัสกับกระจก
  • Removable Release Liner: ชั้นที่เป็นแผ่นพลาสติกใสที่เอาไว้ใช้กันการสัมผัสของกาวกับอากาศ จะเอาไว้ดึงออกตอนที่จะติดตั้งแผ่นฟิล์มกับกระจก
 
ฟิล์มกรองแสงที่มีการเคลือบวัสดุกันความร้อน
*ตัวอย่างของฟิล์มชนิดที่มีการเคลือบวัสดุกันความร้อน (ทั้งโลหะและอโลหะ)
   
รู้หรือไม่!?
ฟิล์มปรอท” ที่เราคุ้นเคยชื่อกันนั้น จริง ๆ แล้วไม่ใช่ฟิล์มที่ทำมาจากปรอท หรือเคลือบด้วยสารปรอทแต่อย่างใด แต่ที่เรียกว่าฟิล์มปรอทนั้น เนื่องจาก “ค่าการสะท้อนแสง” ที่มีค่ามาก ทำให้ฟิล์มมีการสะท้อนแสงคล้ายกับสารปรอท มีความเงาสูงจึงเป็นที่มาที่เรียกว่าฟิล์มปรอทนั่นเอง
 
 

ค่าฟิล์มกรองแสงที่ควรรู้ก่อนเลือกซื้อ

ค่าฟิล์มกรองแสงที่ควรรู้ก่อนเลือกซื้อ

ท่านที่กำลังสนใจเลือกฟิล์มกรองแสงอยู่ อาจจะเคยได้ยินตัวย่อภาษาอังกฤษเต็มไปหมด ไม่ว่าจะ UV, IR, VLT และอื่น ๆ อีกเพียบ อาจจะกำลังสงสัยอยู่ว่า … แต่ละตัวคืออะไร? สำคัญและจำเป็นต้องรู้มั้ย? Lamina Films จะพามาแนะนำค่าแต่ละตัวที่สำคัญและควรรู้ เพื่อประกอบการเลือกซื้อฟิล์มกรองแสงให้ตรงใจครับ
 
ค่า VLT ของฟิล์มกรองแสง
 

VLT = Visible Light Transmission คือ ค่าแสงส่องผ่าน

คือ ค่าที่บอกถึงเปอร์เซ็นต์ที่ความสว่างจะสามารถผ่านฟิล์มกรองแสงเข้ามาได้ ซึ่งถ้าค่ายิ่งน้อย หมายถึงแสงยิ่งผ่านเข้ามาได้น้อย คือฟิล์มที่สียิ่งเข้มนั่นเอง
ค่า VLR ของฟิล์มกรองแสง
 

VLR = Visible Light Rejection คือ ค่าการสะท้อนแสง

คือ ค่าที่บอกถึงเปอร์เซ็นตของปริมาณแสงที่จะถูกสะท้อนออกไปจากเนื้อฟิล์ม ซึ่งมีความสัมพันธ์กับ “ความเงา” ของฟิล์มกรองแสงครับ โดยที่ค่าตัวเลขยิ่งน้อยหมายถึงการสะท้อนแสงที่น้อย (อย่างเช่น ฟิล์มเซรามิคที่ให้สีดูดำด้าน) ส่วนค่ายิ่งมาก หมายถึงฟิล์มมีความเงามาก สะท้อนแสงมาก อย่างเช่น ฟิล์มปรอท เป็นต้น
 

UV = UV Rejection คือ ค่าการลดรังสี UV

ค่า UV นี้ จะหมายถึง ค่าการลดรังสี UV ยิ่งตัวเลขค่านี้มาก ยิ่งหมายถึงลดรังสี UV ที่จะส่องผ่านฟิล์มกรองแสงได้มาก ซึ่งก็คือ จะยิ่งช่วยถนอมผิวพรรณได้ดียิ่งขึ้นด้วย
 
ค่า TSER ของฟิล์มกรองแสง
 

TSER = Total Solar Energy Rejection คือ ค่าการลดความร้อนจากแสงแดด

ค่านี้แสดงถึง ค่าในการป้องกันความร้อนโดยรวมจากแสงแดด (ได้แก่ รังสี UV, แสงสว่าง (Visible Light) และ อินฟราเรด (IR) ฉะนั้น ถ้าค่านี้ยิ่งสูง ยิ่งหมายความว่าฟิล์มกรองแสงนั้น ๆ สามารถกันความร้อนได้ดี โดยสถาบันระดับโลกจะใช้ค่านี้ในการวัดประสิทธิภาพการกันความร้อนครับ
 
ค่า IRR ของฟิล์มกรองแสง
ค่า IRR คืออะไร อ่านแบบไหนไม่ให้เสียรู้
สำหรับค่า IRR (Infrared Rays Rejection = ค่ากันร้อนจากรังสีอินฟราเรด) ถึงแม้จะเป็นค่าที่หลากหลายบริษัทฟิล์มกรองแสงเลือกนำมาโฆษณา เพราะสามารถทำการทดสอบให้ได้ผลลัพธ์สเปกตัวเลขสูง ๆ ได้ไม่ยากด้วยหลอดไฟอินฟราเรด (เช่น ฟิล์มกันรังสี IRR 97%
อย่างไรก็ตาม ลามิน่าไม่แนะนำให้ท่านตัดสินใจเลือกซื้อฟิล์มจากการดูค่าการลดรังสีอินฟราเรด (IRR) เพียงอย่างเดียว เนื่องจากในชีวิตประจำวันเราต้องเจอความร้อนจากแสงแดด และรังสี IR เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความร้อนจากดวงอาทิตย์ประมาณ 53% เท่านั้น
ดังนั้น ค่า IRR จึงบอกประสิทธิภาพการกันร้อนจากแสงแดดจริงแค่เพียงคร่าว ๆ เพื่อความแม่นยำ ลามิน่าขอแนะนำให้คุณดูค่า TSER ประกอบทุกครั้งก่อนตัดสินใจเลือกซื้อฟิล์มครับ
 
 

สรุป

จะเห็นได้ว่า ฟิล์มกรองแสงมีมากมายหลากหลายประเภท ทั้งสีสัน วัสดุหรือสารที่ใช้การกันความร้อน รวมทั้งกรรมวิธีการผลิตที่แตกต่างกัน แต่เราจะรู้ได้อย่างไร…ว่าฟิล์มกรองแสงแบบไหนเหมาะสำหรับเรา ลามิน่าแนะนำให้ทุกท่านดู Checklist เหล่านี้ก่อนครับ
  • เราเลือกซื้อฟิล์มสำหรับใช้ทำอะไร? เช่น ฟิล์มติดกระจกบ้าน ติดฟิล์มนิรภัยเพื่อป้องกันการโจรกรรม หรือติดฟิล์มรถยนต์ เนื่องจากฟิล์มแต่ละชนิดมีคุณสมบัติเฉพาะแตกต่างกัน
  • เรามีความต้องการแบบไหน เช่น ต้องการฟิล์มกันร้อนสูง ต้องการทัศนวิสัยเคลียร์ชัดทั้งกลางวันและกลางคืน ต้องการความเป็นส่วนตัว หรือต้องการฟิล์มที่เงางามเสริมบุคลิกให้รถหรือตัวอาคารน่าสนใจมากขึ้น เป็นต้น
  • งบประมาณที่มี เพื่อที่จะได้เลือกฟิล์มที่ตอบโจทย์คุ้มค่าตามงบที่ตั้งใจไว้
 
ถ้ายังไม่แน่ใจว่าจะเลือกฟิล์มแบบไหน
หรือมีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับฟิล์มกรองแสง

 
คลิกที่ปุ่มด้านล่างได้เลย เจ้าหน้าที่ของเราพร้อมให้คำปรึกษา หรือจะชมภาพรีวิวผลงานติดฟิล์มกรองแสงของลามิน่าเพิ่มเติมก็ได้เช่นกัน แต่เราขอการันตีเลยครับว่า ไม่ว่าคุณจะมีไลฟ์สไตล์แบบไหน Lamina Films** มีให้คุณครบ จบทุกความต้องการอย่างแน่นอน
สอบถามเกี่ยวกับฟิล์มกรองแสง
สอบถามเกี่ยวกับฟิล์มกรองแสง
รีวิวผลงานติดตั้งฟิล์มกรองแสง
รีวิวผลงานติดตั้งฟิล์มกรองแสง

ตัวอย่างงานติดตั้งฟิล์มทั้งบ้านและอาคาร จาก Lamina

ผลงานติดตั้งฟิล์มกรองแสง Lamina ที่อาคารสนามบินสุวรรณภูมิ
อีกหนึ่งความภูมิใจของ Lamina Films 
ที่ได้ติดฟิล์มกันความร้อนให้กับอาคารสนามบินสุวรรณภูมิ
 

ตัวอย่างงานติดตั้งฟิล์มรถยนต์ จาก Lamina

ผลงานติดตั้งฟิล์มกรองแสงรถยนต์ Toyota Vellfire
ตัวอย่าง Toyota Vellfire ติดฟิล์มกรองแสง Lamina Digital Executive Boost Series 
ARL20C ชาโคลเข้ม ทั้งบานหน้าและประตูคู่หน้า
 
ผลงานติดตั้งฟิล์มกรองแสงรถยนต์ Ford Mustang Shelby GT500
ตัวอย่าง Ford Mustang Shelby GT500 ติดฟิล์มใสกันร้อนสูง 
L80BL Special ทั้งบานหน้าและรอบคัน
 
คำเตือน! ระวัง ฟิล์มเซรามิคย้อมแมว!
ของแท้-ของเทียม ถือเป็นของคู่กัน ไม่เว้นแต่ฟิล์มเซรามิคครับ เพราะฉะนั้น ลามิน่าอยากให้คุณระวังฟิล์มเซรามิคย้อมแมวที่ขายแพงเกินจริง แต่ในเนื้อฟิล์มกลับไม่มีเซรามิคผนึกอยู่เลย (ซึ่งอาจเป็นฟิล์มย้อมสี หรือเป็นฟิล์มโลหะเฉย ๆ ก็ได้) ถ้าอยากรู้ว่า 4 วิธีการเช็กฟิล์มเซรามิคแท้-เทียม เป็นอย่างไร สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความฟิล์มเซรามิคแท้ครับ หรือง่าย ๆ เพียงคุณเลือก “ฟิล์มลามิน่า” คุณก็สามารถอุ่นใจได้เลยว่าจะได้ติดฟิล์มเซรามิค 100% การันตีด้วยชื่อเสียงแบรนด์ที่อยู่คู่เมืองไทยนานกว่า 2 ทศวรรษ มีศูนย์ตัวแทนติดตั้งฟิล์มกรองแสงมาตรฐานอย่างเป็นทางการ พร้อมบริการหลังการขายที่จริงใจ เชื่อถือได้เลยครับ

*สำหรับสารกันความร้อนที่เคลือบอยู่บนเนื้อฟิล์ม ปัจจุบันมีทั้งสารที่เป็นโลหะ (เช่น อลูมิเนียม ไทเทเนียม เงิน อัลลอย ) และสารที่เป็นอโลหะที่มีคุณสมบัติกันความร้อนได้ดี เช่น เซรามิค ชาร์โคล คาร์บอน ซึ่งมีคุณสมบัติเฉพาะตัวแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นสีฟิล์ม การกันรังสีความร้อน หรือการผ่านสัญญาณ เป็นต้น หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถอ่านได้ที่ ฟิล์มรถยนต์มีกี่แบบ

**ฟิล์มลามิน่าทุกรุ่นได้รับมาตรฐาน ISO9001, ASTM, IWFA, AIMCAL และ ASHRAE รับประกันคุณภาพหลังการขายตลอด 7 ปีเต็ม